vans of the wall
วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556
** จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน VANS รองเท้า Skate & Street wear **
^
^
^
คู่นี้ ของผมที่ใส่อยู่ ณ ปัจจุบันครับ
** จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน VANS รองเท้า Skate & Street wear **
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900-1965 บริษัทผลิตรองเท้าเจ้าใหญ่ๆในอเมริกา
มีเพียงสองเจ้าเท่านั้นคือ CONVERSE RUBBER และ US.Keds(Keds,Pro Keds)
เป็นบริษัทที่ได้รับการกล่าวถึงว่า"ผลิตรองเท้าที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นอเมริกันชนได้ ดีที่สุด"
เพราะมีความทนทาน มีการออกแบบดีและราคาถูกจึงทำให้ได้รับความนิยมอย่าง มาก
ถึงขนาดที่ว่าเดินไปไหนก็จะต้องเห็นคนใส่รองเท้าสองย ี่ห้อนี้ในชีวิตประจำวันจานมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของค นอเมริกาไปเลย
จนกระทั่งปี 1966รองเท้ายี่ห้อนึงได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายมาเป็นร องเท้าระดับตำนานจนถึงวันนี้
รองเท้าสุดแนวยี่ห้อนั้นชื่อ"VANS"ได้ถือกำเนิดขึ้นจากชายผู้มีความรักและชื่นชอบรองเท้ าเขาต้องการผลิตรองเท้า
ที่มีรูปแบบเป็นของตัวเอง มีความทนทานต่อทุกสภาพการใช้งานและราคาไม่แพง
และชายผู้นั้นชื่อ"Paul Van Doren"
ก่อนที่เขาจะมาผลิตรองเท้าที่เป็นยี่ห้อของตัวเอง Paulทำงานอยู่ในโรงงานผลิตรองเท้าชื่อ"Randolph Rubber"
ทีซึ่งเขาได้ทำงานผลิตรองเท้ากว่า 20ปี ประสบการณ์ที่นี่เป็นประโยชน์กับเขาอย่างมากในเวลาต่ อมา
เมื่อ Paulมีความตั้งใจที่จะผลิตรองเท้าในแบบของตนเอง และในปีนี้เองบริษัท " Van Doren The Rubber"
บริษัทที่มีความชำนาญในด้านการผลิตรองเท้า จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากการรวบรวมผู้ที่มีความสามารถ มากประสบการณ์ ในด้านต่างๆ
ที่มีความต้องการเดียวกันคือ"ผลิตรองเท้าที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง"
ประกอบด้วย...Paul Van Doren ผู้ชำนาญการด้านการตัดเย็บและผลิตรองเท้า
....Jim Van Doren (พี่ชาย Paul)ผู้ชำนาญการด้านเครื่องจักรในการผลิต
....Serge D'Ella และ Gordy Lee ผู้ชำนาญการด้านการออกแบบ
ทั้งหมดคือกำลังหลักในการทำให้รองเท้า VANS มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนโลกจนถึงวันนี้ .....
Paulได้ทำการสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิต รองเท้าเพื่อที่จะมาสร้างโรงงานแห่งแรกขึ้นที่"แคลิฟอร์เนีย"
การขนส่งเครื่องมือเครื่องจักร มาทุกทางเท่าที่จะมาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรือ,รถบรรทุกขนาดใหญ่,รถไฟ
เพราะทั้งหมดเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ การขนส่งจึงใช้เวลานานและยากลำบาก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับ Paul...
งานนี้ Jim Van Dorenตอนนั้นอาศัยอยู่ที่ Costa Mesa รับอาสาทำแม่พิมพ์รองเท้าต้นแบบ
ให้กับ VANSด้วยตัวเองโดยได้ออกแบบแม่พิมพ์รองเท้าผู้ชายขึ้ นเป็นแบบแรก และของเด็กชายในเวลาต่อมา
โดย Jim ตั้งชื่อแม่พิมพ์ว่า"the waffle sole"หรือพื้นรูปขนม waffleนั่นเอง
ในการเริ่มผลิตรองเท้าในตอนแรกนั้นเป็นไปอย่างค่อยเป ็นค่อยไป เพราะ Paulเป็นช่างรองเท้าโดยพื้นฐาน ไม่ใช่นักบัญชีและการตลาด
แต่เขากลับต้องเริ่มทำเองทุกขั้นตอนเพื่อเรียนรู้ในร ะบบธุระกิจที่เขาเองได้เริ่มขึ้น การตลาดในตอนแรกเป็นแบบ"ขายตรง"
เพราะเขาไม่ต้องการให้ใบสั่งสินค้ามาเป็นตัวกำหนดทิศ ทางการผลิตรองเท้าและบั่นทอนจินตนาการของทีมงาน...
บ่อยครั้งที่Paulจะบอกกับทีมงานและพนักงานให้เข้าใจถ ึงหลักการว่า...
"ถ้าต้องการจะทำ VANSเป็น VANSเราจะต้องรักษามาตรฐานในการผลิตเอาไว้เพราะมาตรฐ านคือจุดขายของ VANS"
16 มึนาคม 1966 VANS STORE แห่งแรกได้เปิดขึ้นที่ 704E Broadway @ Anaheim,California
และด้วยความใหม่ของกิจการปัญหาจึงมีขึ้นมา"ลองวิชา"กับพ่อค้าหน้าใหม่
...วันนั้นมีลูกค้า 16รายต้องการรองเท้าแต่ของขายหมดแม้แต่สินค้าตัวโชว์ ...
Paulจึงให้ลูกค้าจดชื่อรุ่นและสีของรองเท้าที่ลูกค้า ต้องการไว้ แล้วให้มารับของในวันต่อไป...
....มารับของพรุ่งนี้ 16คู่ไม่ใช่ปัญหา...
ปัญหาคือของที่ลูกค้าสั่งอยู่ที่อื่น...นั่นหมายความ ว่าค่าใช้จ่ายในการส่งต้องเพิ่มขึ้น...
...ในวันรุ่งขึ้นลูกค้ามารับของตามนัดทุกคนได้ครบ...
...Paulคิดราคาเดิมไม่ได้มีการเพิ่มราคาแต่อย่างใดทั ้งที่ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการขนส่ง...
รองเท้าคู่แรกของ Vans ที่ขายได้เป็นรองเท้าผู้ชายรุ่น "VANS #44 DECK SHOES"
หรือที่รู้จักกันในชื่อรุ่น "AUTHENTIC"ในปัจจุบัน ขายไปในราคา"4.49$"และของผู้หญิงขายไปในราคา "2.29$"
6เดือนแรกของ VANSเปิด ทั้งหมด 10 storeแต่ยอดขายบอกว่า VANS ขาดทุนไป 6ใน10แห่งของ storeที่เปิดมา
และใน 25สัปดาห์แรกของการเปิดบริษัทstoreมีจำนวนทั้งหมด 20แห่ง ทำไมถึงเปิดเยอะ?...
นั่นเป็นเพราะ Paulต้องการเพิ่มรายรับจากการขายรองเท้าให้มากขึ้นนั ่นเอง.....
และเมื่อต้องการประหยัดเพราะเพิ่งเปิดกิจการ ในสาขานี้"ผู้จัดการสาขาคนแรกคือ เมียของ Paul"นั่นเอง...
ส่วนพนักงาน "Part timeคนแรกคือ Kathy Van Doren"ลูกสาวของเขา
ตอนนั้น "Steve Van Doren"ลูกชายของเค้าซึ่งกลายมาเป็นผู้ที่ดูแลกิจการในเวลาต ่อมา
มีอายุแค่ 10ขวบ แต่ในทุกๆวันหยุด"Steve Van Doren"
จะต้องมาช่วยทำงานที่storeไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง...
ในขณะที่"Paul Van Doren"จะออกไปสำรวจหาทำเลทองเพื่อที่จะเปิด Storeแห่งใหม่ๆ
Steve Vans Doren ผู้รับช่วงต่อกิจการและทำให้ Vans ดังกระฉ่อนโลก
ก้าวเข้าช่วงต้นทศวรรษที่ 70 sketeboard กีฬาสุดฮิตและมันส์ถูกใจวัยรุ่น
ได้รับความนิยมอย่างมากในทุกแห่งหนของอเมริกา แต่เป็นการเล่นเพียงแค่ไสไปไสมาแค่นั้น
(มันส์ตรงไหนวะ...ตอนเด็กๆเคยเล่นแล้วหน้าแหกเลยเลิก เล่น)
จนกระทั่งมีแก๊งค์ยอดมนุษย์ที่บูชาความตื่นเต้นเป็นช ีวิตจิตใจ
การไสไปไสมาไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกเขามีสีสันมากขึ้น
ท่วงท่าลีลาในการเล่นแปลกๆ สถานที่ท้าทายความสามารถถูกคิดค้นและแสวงหามาสนองควา มต้องการอย่างไม่หยุดหย่อน
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพัฒนาให้เป็นไปในแบบที่ควรจะเป็น. .....
sketeboardทนทานมีสีสันสวยงามฉุดฉาดมากขึ้น
เสื้อผ้า-หน้า-ผม ของเด็กบอร์ดมีแนวเป็นของตัวเอง
จนกลายเป็นต้นฉบับของคำว่า"STREET WEAR FASHION"
หมวกกันน็อก สนับเข่า สนับแขนออกแบบมาเพื่อป้องกันการเจ็บตัวจากความห่ามที่มีเพิ่มขึ้น(ความมันส์บนความเดือดร้อนของชาวบ้านและตัวเอง)
ทุกอย่างดีหมดเข้าท่าเข้าทางหมด...จะขาดก็แต่รองเท้า เจ๋งๆ...
ในตอนนั้นรองเท้าที่ใส่เล่นsketeก็หามาใส่กันตามมีตา มเกิด
ไม่ได้มียี่ห้อไหนที่ได้รับสิทธิ์อันชอบธรรมได้รับคะแนนเสียงล้นหลาม
จากเด็กบอร์ดว่าต้องใส่ยี่ห้อนี้นะเว้ยยย...
Paul vans doren เห็นช่องทางทำมาหากินของขึ้นมาลางๆ
เค้า คิดว่าถ้าอยากอยู่บนเส้นทางของตลาดรองเท้าเขาจะต้องเป็นผู้นำในตลาด รองเท้าskateเพราะตอนนั้น CONVERSE RUBBERตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินด้านรองเท้าbassket ball ส่วน US KEDS ก็หันไปจับตลาดรองเท้าแนวบ้านๆที่ใส่สบาย
ถ้าจะไปขอแบ่งพื้นที่ตรงนั้น paulเห็นว่าคงเป็นการยาก
รองเท้า skateเนี่ยแหละไร้คู่แข่ง...เหมือนพระเจ้าชอบรองเท้า vans...
จึงบันดาลให้ TONY ALVA,STACY PERATTAนัก skateชื่อดังแห่งยุคและลูกสมุน
ที่ตามล่าหารองเท้าที่เจ๋งๆสำหรับเล่นบอร์ดได้มาเจอ vans
วางขายอยู่ใน Spotting Vans Store,California ทางใต้
ลองหยิบไปใส่เพื่อลองของแปลก ด้วยความหนึบของพื้นรองเท้า
ที่ไม่มีรองเท้ายี่ห้อไหนทำมาก่อน
"ทำไมที่อื่นไม่เคยเห็นมีขายวะ"พวกเขาสงสัย...นั่นเป็นเพราะตอนนั้น vansเป็นรองเท้าที่
ทำขายเฉพาะใน California ทางใต้เท่านั้น จึงทำให้มันไม่ค่อยดัง
(ตอนนี้แทบพลิกแผ่นดินหา)
vans ทำให้พวกเขาใช้พรสวรรค์และความห่ามได้อย่างเต็มที่.. .
"ยี่ห้อเนี๊ยะแหละวะเจ๋งสุดตั้งแต่เล่นบอร์ดมา"
คำสบถของสาวกของ TONY ALVA,STACY PERATTA ที่พูดตอนนั้นและได้รับการบอกเล่าในเวลาต่อมา...
นับตั้งแต่นั้นเมื่อหัวหน้าแก๊งค์ยอดมนุษย์ใส่vans ความนิยมอย่างบ้าคลั่งจึงตามมา ถึงขนาดทำขายกันไม่ทันเลยทีเดียว
ชนิดที่ว่าสินค้าบางอย่างมาแจกฟรียังหมดช้ากว่า vansซะอีก(รู้ไว้ซะเค้าฮิตกันนานแล้ว...บ้านเราแม่-งต่อแล้วต่ออีก...)
vansในยุคแรกๆไม่มีอะไรที่บอกได้ถึงสัญลักษณ์ความเป็ นตัวตนของ vansซักอย่าง
ในขณะที่ NIKE(ภาษากรีกแปลว่าชัยชนะ)รองเท้ากีฬาที่ถูกเสมอ(ดู ที่โลโก้ว่าจริงป่าว)
ได้คิดค้นเครื่องหมายทางการค้าในช่วงต้นทศวรรษที่ 70โดยมีสัญลักษณ์เป็นเครื่องหมายถูก(swoosh)
ส่วน ADIDAS ก็เหมือนกันออกแบบเครื่องหมายการค้าครั้งแรกในปี 1949
มีชื่อว่า "3 strip"รูปใบไม้ 3แฉก(พวกสาวก bob marleyที่มีจินตนาการสูงบอกว่าเป็นใบกัญชาซะงั้น)
vans ก็อยากมีกะเค้ามั่ง Poul vans doren จึงได้ลองออกแบบอย่างคร่าวๆคิดไปคิดมาขีดๆเขียนๆ
จนได้แบบที่ลงตัวและคิดว่า"นี่แหละวะโลโก้เรา"เขาจึงนำเอารูปแบบเครื่องหมายการค้าไปจดสิทธิบัตร
เพื่อปกป้องสิทธิของเขาเองในภายภาคหน้า....
(แต่ตอนนี้ก็ยังไม่วายโดนก๊อปมีตั้งแต่ก๊อปแท้,ก๊อปเ ทียม,ก๊อปซ้อนก๊อป...ช่างมีความพยายามกันมากกกก)
และ Paul vans doren ได้นำต้นแบบของเขาปรึกษาเพื่อนผู้มีความชำนาญในการตั ดเย็บเครื่องหนัง ที่ BOSTON
ถึงความเป็นไปได้มั๊ยถ้าจะเอามันมาเป็นส่วนหนึ่งในด้ านข้างของรองเท้า ลุงสองคนลงความเห็นว่า"มันเจ๋งว่ะ"
พวกเค้าตั้งชื่อแถบคลื่นด้านข้างเท้าว่า"Jass Stripe"(เส้นสายสนุกสนานเหมือนดนตรีแจ๊ส)
Jass Stripe ได้รับเกียรติให้แปะลงไปในรองเท้า vans
รุ่น Old Skool,style 36(Old Skool sk8 และ Old Skool)
และออกวางขายครั้งแรกในปี 1977 และเป็นรองเท้า skate รุ่นแรกที่มีหนังติดอยู่ที่รองเท้า
Iconสุดเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความแยบคายในการออกแบบได้ เป็นที่รู้จักตั้งแต่วันนั้น.....
the waffle sole พื้นอันเป็นเอกลักษณ์ของ VANS
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)